Home
การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนามนุษย์   Print  E-mail 
Page 2 of 2

      ประเด็นของการสร้างจิตสำนึกร่วมกัน  มันควรเริ่มปลูกฝังจากการศึกษา และการศึกษาลงไปลึกสุดที่ครูสอนต้องกระตุ้นให้เกิดความคิดในบริบทรอบ ๆ ตัวในสังคมชุมชนของเขา  การสอนยึดประเด็นปัญหา ในชุมชนเป็นฐาน  ครูต้องเรียนรู้จากชุมชน  เพราะที่ผ่านมาการจัดการศึกษาเข้าไปครอบงำความคิดชาวบ้านเรียบร้อยแล้ว  นักเรียนที่ดีในสายตาครู คือนักเรียนที่เชื่อฟังทุกอย่าง  ครูสั่งให้พูด สั่งให้ทำอะไร ผู้เขียนเห็นสอดคล้องกับแนวคิดของ เปาโล แฟร์ เป็นนักการศึกษาศึกษาชาวบราซิล (Brazil) ที่ว่า “ระบบการศึกษาที่มีครูซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด  มักเป็นผู้กดขี่ กักขัง ครอบงำ ควบคุมความคิดของผู้เรียน โดยครูเป็นมีบทบาทเป็นเผด็จการที่คอยแต่สั่งว่า  เรียนควรเรียนอะไร ควรเรียนอย่างไร  ควรคิดอย่างไร และประพฤติตัวอย่างไร  ซึ่งการสอนแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนไม่มีชีวิตจิตใจ  กลายเป็นวัตถุที่คอยแต่รับที่ผู้สอนจะถ่ายทอดให้  ผู้เรียนจะไม่สามารถเข้าใจตนเอง  ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถปรับปรุงตนเองและสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นได้

      เปาโล  แฟร์  เรียกระบบการศึกษาว่า การศึกษาระบบธนาคารเงินฝาก(Banking  Education  System)  ซึ่งจะมีลักษณะ ๘  ประการต่อไปนี้  ๑)ครูเป็นผู้สอน และผู้เรียนจะต้องเรียนในสิ่งที่ครูสอน  ๒) ครูเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง ผู้เรียนไม่รู้อะไรเลย  ๓) ครูเป็นผู้คิด และผู้เรียนต้องคิดตามครู ๔) ครูเป็นผู้พูด ผู้เรียนเป็นผู้ฟังอย่างสงบเสงี่ยม  ๕) ครูเป็นผู้กวดขันอบรมสั่งสอน และผู้เรียนเป็นผู้ถูกกวดขันอบรมสั่งสอน  ๖) ครูเป็นผู้เลือกและบังคับให้ทำในสิ่งที่ครูได้คิดได้ตัดสินใจ ส่วนผู้เรียนเป็นผู้ที่คอยปฏิบัติตามการตัดสินใจของครู  ๗) ครูเป็นผู้แสดงออก  ผู้เรียนต้องแสดงตามความต้องการของครู  และ ๘) ครูเป็นผู้เลือกเนื้อหาในโปรแกรมการเรียนการสอน ผู้เรียน (ซึ่งไม่ได้รับการปรึกษา) ต้องยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่ครูเลือก

      จัดการศึกษาอย่างนี้ เปาโล  แฟร์ บอกว่า ครูเห็นผู้เรียนเป็นเสมือนธนาคาร  ครูนึกอยากจะฝาก(ความรู้) เท่าไร ฝากเมื่อไรก็สุดแท้แต่ครู  การศึกษาแบบนี้ทำให้ผู้เรียนกลายเป็นคนเฉื่อยชา  คิดไม่เป็น  ช่วยตัวไม่ได้  คิดแต่จะพึ่งครู  พึ่งสังคม  และที่เสียหายมาจากการจัดการศึกษาแบบนี้เป็นการทำลายความคิดสร้างสรรค์ที่มีค่ายิ่งของมนุษย์  เพื่อแก้การศึกษาแบบธนาคารเงินฝากนี้  เปาโล แฟร์  ได้เสนอการศึกษาอีกแบบหนึ่งที่ผู้เรียนผู้สอนร่วมกันแก้ปัญหา  มีการพูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ทัศนคติ โดยต่างฝ่ายต่างไม่ยัดเหยียด ครอบงำความคิดซึ่งกันและกัน  เขาเชื่อว่าระบบการศึกษาแบบใหม่จะช่วยทำให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงปัญหา และการแก้ไขปัญหา (Conscientization) ด้วยตัวเอง การจัดการศึกษาแบบใหม่ของเปาโล  แฟร์  มีแนวคิดหลัก ๆ ที่สำคัญ  ดังนี้  คือ ๑) ไม่มีใครที่จะสามารถสอนใครได้  (ผู้สอนเป็นเพียงผู้ช่วยที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว และสะดวกขึ้นเท่านั้น)  ๒)ไม่มีใครสามารถเรียนรู้ได้อย่างดีตามลำพังได้   ๓) การเรียนรู้ที่ดี คือ การเรียนรู้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วม  และ  ๔)ไม่มีใครควรที่มีอำนาจคอยครอบงำความคิดของใคร  การครอบงำทางความคิดนั้นแม้ในยุคข่าวสารข้อมูล  ที่ชอบอวดอ้างกันดีนักว่า มีเสรีภาพทางข่าวสารข้อมูล  แต่หากฝ่ายใดที่มีอำนาจเหนือกว่าแล้วยึดสื่อไว้ในอำนาจตน และใช้สื่อที่มีนั้นครอบงำคนอื่น ที่รัฐบาลหลาย ๆ ยุคนิยมกระทำกันและไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ด้วย

      หากพิจารณาแนวความคิดของ เปาโล  แฟร์  แล้วผู้เขียนสนใจประเด็นความคิดของเขาว่า ทำไมจึงเกิดความคิดแบบนี้ขึ้น  บริบททางสังคมของเขาเป็นอย่างไร  มองจากรัฐบาลปกครองบ้านเมืองของเขา ก็ทำให้เข้าใจถึงฐานความคิดที่เกิดจากสภาพสังคมที่เป็นสังคมปิด  สังคมปกปิด รัฐบาลอยากให้รู้อะไร  ประชาชนจะได้รู้เพียงนั้น  ข้าราชการต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด  ใครจะละเมิดฝ่าฝืนไม่ได้  เหตุนั้นครูในฐานเป็นข้าราชการ  มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล  จึงนำคำสั่งนั้นมาสั่งผู้เรียนต่อ เป็นการครอบงำกับแบบลูกโซ่ ครอบงำกันเป็นทอด ๆ ปัญหาของสังคมบ้านไม่ได้รับการแก้ไข เพียงเป็นการปกปิดปัญหาไว้ มิให้พูดถึง  มีปากไว้กินไว้ดื่ม มีหูไว้ฟังอย่างเดียว เมื่อทุกอย่างโดนปิดกั้น แนวทางของเปาโล  แฟร์จึงเสมือนท่อระบายทางความคิดที่ปรากฏต่อสังคมด้วยความกล้าหาญ  ไม่เกรงอันตรายที่จะเกิดกับตนเอง  แม้ชีวิตของเปาโล แฟร์ เอง จะโดนจำคุก กักขังและถึงขั้นเนรเทศออกนอกประเทศ   แต่เขาก็ได้กระทำตามอุดมการณ์ด้วยความกล้าหาญ

      มีนักคิดทางการศึกษาในแนวนี้อีกเช่น เอเวอเรทเรย์เมอร์  เป็นนักการศึกษาที่ได้เขียนหนังสือโจมตีการศึกษาในระบบที่เป็นอยู่ ในหนังสือ  School  is Dead  โดยได้เสนอข้อมูลและเหตุผลมามากมายพอที่จะทำให้เชื่อว่า การศึกษาในระบบโรงเรียน อาจจะพบกับจุดจบได้จริง ๆ หากไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง  เรย์เมอร์ได้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของการศึกษาในปัจจุบันที่มีศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่ครูหลายประการ

      ประการที่หนึ่ง การศึกษาที่เป็นในปัจจุบันได้สร้างทัศนคติที่ผิด ๆ ให้แก่ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนคิดว่าสิ่งที่ครูสอนในโรงเรียนเท่านั้นที่สำคัญ  ไม่เชื่อในความรู้ที่ได้จากที่อื่น และไม่สนใจที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง  มุ่งที่จะแข่งขันเอาชนะกันมากกว่าที่จะช่วยเหลือกันและเรียนรู้ร่วมกัน ผลก็คือทำให้ผู้ปกครองจึงต้องมอบความรับผิดชอบในการให้การศึกษาอบรมไปให้โรงเรียนฝ่ายเดียว

      ประการที่สอง  การศึกษาในโรงเรียนปัจจุบันไม่ได้ให้โอกาสคนอย่างยุติธรรม สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ ได้มีการคัดเอาเฉพาะคนที่เชื่อฟัง ยอมปฏิบัติตามสถาบันการศึกษานั้น ๆตั้งขึ้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่ถูกกีดกันออกไป  เพราะเหตุผลอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากระดับสติปัญญา  เช่น ฐานะการเงิน  ชนชั้น อำนาจทางเศรษฐกิจ  และการเมือง การศึกษาจึงกลายเป็นเครื่องมือในการแบ่งชนชั้นของคนในสังคมไปในที่สุด

      ประการที่สาม  การศึกษาส่วนใหญ่ได้สอนให้ผู้เรียนเป็นผู้รับมากกว่าจะเป็นผู้ให้  ผู้เรียนที่ได้รับสิ่งที่ครูต้องการถ่ายตามหลักสูตรมาได้มากก็ได้เลื่อนชั้นสูงขึ้นต่อไป  ผู้เรียนซึ่งมีการศึกษาสูงขึ้นก็จะมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น  เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด  ชิงดีชิงเด่น  หาทางที่จะเอาชนะผู้อื่นอยู่เรื่อยไป ผู้ที่มีการศึกษาสูงแต่ละคนก็มุ่งที่จะกอบโกย แข่งกันแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงผู้ที่อ่อนแอด้อยกว่าตน  การศึกษาที่เน้นตัวใครตัวมัน ผลิตคนมุ่งตั้งหน้าตั้งตาแข่งขันกันบริโภค เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เกิดความเครียด เกิดความขัดแย้ง เกิดอาชญากรรมและสงครามอย่างไม่มีวันสิ้นสุด 

แนวคิดลักษณะนี้เกิดในบริบทสังคมที่เป็นอุตสาหกรรม  มีการแข่งกันมาก  ผู้คนในสังคมมีระบบสะสมความเครียด  ในที่สุดจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง  มีความเห็นแก่ตัวจัด  สภาพอย่างนี้เกิดขึ้นมากในสังคมที่มีการพัฒนาแบบทุนนิยม  เป็นสังคมบริโภคนิยม  อันมีอเมริกา  ญี่ปุ่น และประเทศไทยก็กำลังดำเนินสู่สังคมในลักษณะอย่างที่กล่าวแล้วนี้ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากระบบการศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

     แม้แต่ จอห์น  โฮล์ท ที่เป็นชาวอเมริกันเอง  ก็ได้กล่าวถึงความล้มเหลวของเด็กในระบบโรงเรียน  เพราะในโรงเรียนเน้นการสอบ  เด็กในโรงเรียนกลัวการสอบตก  หลักสูตรในโรงเรียนเน้นเนื้อหามากกว่าความสนใจของตัวเด็ก  และนอกจากนี้ บอนนี่ สเตรช (Bonnie  Barrett  Stretch)  ได้เสนอความคิดเห็นผ่านบทความ เป็นแนวคิดการเรียนการสอน  ข้อเสนอของเขาจะเป็นการโต้แย้งกับระบบการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา เพราะเขาเห็นว่าที่ผ่านมาระบบการศึกษาและผู้สอนกระทำเสมือนว่าการเรียนรู้ใด ๆ เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ผ่านครู และฝ่ายบริหารเท่านั้น เป็นการผูกขาดความรู้ ปิดโอกาสการค้นพบ ที่ผ่านมาในส่วนของหลักสูตร เนื้อหาที่โรงเรียนจัดมักไม่เกิดประโยชน์และไม่มีคุณค่าต่อผู้เรียน  บอนนี่ ได้พยายามที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในระบบโรงเรียนและทางออก ต่อมาเขาได้สร้างโรงเรียนแบบใหม่ (The new  School) และเป็นโรงเรียนแบบเสรี (Free  School) หรือโรงเรียนชุมชน (Community School) ต่อมาชื่อที่ตั้งขึ้นเป็นที่แพร่หลาย และเป็นที่สนใจของผู้ปกครอง และมีการเคลื่อนไหวสำหรับกลุ่มโรงเรียนแบบใหม่ (The New School  Movement)  โรงเรียนแบบใหม่ของเขาจะเก็บค่าเล่าเรียนที่ถูกมาก หรืออาจไม่เก็บค่าเล่าเรียนเลย  การจัดการจะให้โอกาสความเสมอภาคกันทั้งผิวดำและผิวขาว  การจัดการเรียนการสอนอาจจัดตามสถานที่ราชการ  ตามยุ้งฉางของชาวนา  ตามโบสถ์  แม้แต่ตามบ้านของผู้ปกครอง  โรงเรียนเน้นที่เสรีภาพของเด็กเป็นสำคัญ
 
      การจัดศึกษาแต่ละรูปแบบจะมีเบื้องหลัง เงื่อนไขทางสังคมที่แตกต่างกัน สำหรับการศึกษาแบบที่ บอนนี่ จัด มีเหตุปัจจัยมาจากความแตกแยกขัดแย้งเรื่องสีผิวและชนชั้น  คนในสังคมนั้นอาศัยความแตกต่างทางเศรษฐกิจ  สังคม  แม้กระทั้งสีผิวที่แตกต่างกันเป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่เท่าเทียมกันได้  ความจริงแล้วพวกฝรั่งมังค่าตาน้ำข้าว มันจะมีการแบ่งชนชั้น เหยียดสีผิว กีดกันทางศาสนา และการศึกษากันมาก เขาถึงต้องมีกฎหมายขึ้นมาดำเนิน ให้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อผู้ที่มีความแตกต่างทางสีผิว และทางเชื้อชาติ ศาสนา  คิดได้อย่างนี้ทำให้รักเมืองไทยของเราขึ้นมากเยอะเลย

      แม้แต่นักการศึกษาของไทยเอง คือ สุมน อมรวิวัฒน์ ได้พูดถึงความล้มเหลวของการศึกษา ในระบบการศึกษาในโรงเรียน ในสังคมและชุมชนที่กำลังขาดไปได้กล่าวไว้ว่า  “สิ่งที่เด็กไทย กำลังสูญเสียไปในขณะนี้  คือ ชีวิตที่อบอุ่นอยู่ท่ามกลางวงศาคณาญาติ ชีวิตที่เบิกบานและเรียนรู้ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และทางจิตวิญญาณ มรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่บรรพกาล กำลังเปลี่ยนแปลงและแปลงคุณค่า จนค้นต้นเค้าไม่พบ  และจากการสูญเสียความดีงาม อันเป็นสาระหลักชีวิต เยาวชนไทยจึงค่อย ๆ สูญเสียความสำนึกในความเป็นมนุษย์ ในความเป็นพลเมืองไทย และในความเป็นศาสนิกที่ดำเนินชีวิตอย่างมีหลัก  ซึ่งเป็นความจริงที่กำลังปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้น และมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น


สรุป

     จากแนวคิดและทฤษฎีทางการศึกษาและการพัฒนาทางสังคม แนวคิดต่าง ๆ นั้นเกิดภายใต้บริบททางสังคม  ทางเศรษฐกิจ  การเมือง และทางศาสนา ตลอดทั้งเงื่อนไขปัจจัยต่าง ๆ ทางสังคม  เหตุนั้นผู้เขียนจึงสนใจในประเด็นคำถามที่ว่า “ทำไมเขาถึงคิดอย่างนี้” และ ”ทำไมจึงเกิดมีทฤษฎีแบบนี้”ส่วนที่เขาคิดอะไร  ทำอะไร มีคนแปลคนวิเคราะห์ค่อนข้างมาก แม้ผู้เขียนเองไม่ถนัดที่จะแปลภาษาชาวต่างด้าวเท่าไรนัก แต่ก็พอมีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาแปลไว้ค่อนข้างมากพอหาอ่านหาข้อมูลได้ไม่ยากนัก

     จากการอ่าน การฟัง แปลจากตำราที่เป็นภาษาต่างด้าวมาบ้าง และส่วนหนึ่งได้จากการเสวนาในห้องเรียน แล้วผู้เขียนได้เคี้ยวเอื้อง  ย่อยสะลาย และนำมารังสรร ร้อยเรียงเป็นบทความ เพื่อเสนอต่อผู้อ่าน  ตามที่เสนอมาแล้วนี้  เป็นที่น่าสังเกตว่า การจัดการศึกษาเกือบทุกชาติทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นการศึกษาที่กระตุ้นต่อมโลภะ  กระตุ้นต่อมโทสะและโมหะให้กระเพื่อมมากขึ้นทั้งนั้น   แม้จะมีผู้จัดการศึกษาในแนวใหม่  มีผู้พูดเชิงวิพากย์ในแนวใหม่ และเขียนในเรื่องการจัดการศึกษาในแนวใหม่อยู่บ้างก็ไม่มากนัก  และแม้มีก็ไม่อาจต้านกับกระแสของอำนาจ   อิทธิพลของกิเลส คือโลภะ  โทสะและโมหะได้ เพราะสภาพการณ์ที่มีการกดขี่กัน การเอาเปรียบ การทุจริตคดโกงในสังคมไทยเรา มีข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ “สตรีและเด็กจะโดนข่มขื่นโดยเฉลี่ยวันละ ๑๔ คน นี่เพียงยกมาแค่ประเด็นเดียว และมิใช่มีเพียงสังคมไทยเรา หากแต่สังคมตะวันตก ชาติทีเจริญด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งหลายทั่วโลก เหตุนั้นทุกครั้งและทุกเรื่องที่เขียน ที่เป็นข้อคิดเชิงบทความ จึงอยากสรุปด้วยเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นสาระที่สำคัญ เกี่ยวกับการศึกษา และการพัฒนาคน โดยเฉพาะพัฒนาด้วยการจัดการศึกษา

      เพราะการศึกษาตลอดชีวิต มีเป้าหมายพัฒนามนุษย์  นอกจากมองความเจริญก้าวหน้าในเชิงปริมาณ เช่น ในสถาบันการศึกษามีการขยายสาขาวิชามากขึ้น และผลิตนักศึกษาจบออกไปมีจำนวนมากขึ้น  จึงควรหันมามองความเจริญก้าวหน้าในทางคุณภาพ  กล่าว คือ ภาระงานของนักพัฒนาหรือนักการศึกษาจึงมีความสำคัญต่อชีวิตและสังคม ทั้งสังคมไทยและสังคมโลก เพื่อให้มวลมนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างมีความสันติสุข  เหตุเพราะภาระงานของการจัดการพัฒนาหรือการศึกษาที่แท้จริง  เป็นการสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดความสัมพันธ์ที่สมดุล  “ระหว่างวิชชากับจรณะ  หรือวิชาการกับศีลธรรม  จริยธรรม “ เพราะหากการศึกษา  การพัฒนามองข้ามประเด็นเหล่านี้ไป  การพัฒนาการศึกษานั้นก็จะหมดค่าไร้ความหมาย  เพราะมัวไปให้ความสำคัญในการเพิ่มปริมาณ  มองสรรพสิ่งสรรพชีวิตเพียงแง่มุมที่เป็นมูลค่า  หากแต่ละเลยในด้านของคุณค่า  นั่นเป็นการพัฒนาการศึกษาที่แยกส่วนเป็นเสี่ยง ๆ ขาดความสัมพันธ์กันระหว่างวิชาการกับศีลธรรม จริยธรรม  ในที่สุดผลผลิตทางการศึกษาจะได้ “คนที่เก่ง แบบโกงเก่ง  การศึกษาสูงแต่จิตสำนึกทางศีลธรรม จริยธรรมต่ำ”  สังคมจะเต็มไปด้วย “นักมิจฉาวิชาการ”  แต่จะขาดแคลน “นักสัมมาวิชาการ”  เท่ากับผลิต”ผู้ก่อการร้ายผูกเนคไทใส่สูทวุฒิสูง”ออกสู่สังคมให้มีปริมาณมากขึ้น ใช้วิชาการไปในทางที่ผิด เอาเปรียบ ข่มเหงรังแกคนอื่น ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นดาษดื่นในสังคมปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะมีปริมาณมากขึ้น ประเด็นนี้สำคัญมากและน่าเป็นห่วงยิ่ง

     ด้วยเหตุนั้น จึงขอวิงวอนให้นักพัฒนาหรือนักการศึกษาทั้งหลาย โปรดได้หันมาทบทวนบทบาทแห่งตน แล้วมุ่งเดินหน้าเอาจริงเอาจังเพิ่มขึ้นและดำเนินต่อไป เพื่อร่วมกันทำหน้าที่แสวงหารูปแบบและวิธีการ เพื่อการพัฒนามนุษย์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวิชาการกับศีลธรรม จริยธรรมให้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน  นั่นคือร่วมกันแสวงหามรรควิธีในสร้างคนให้เป็น”นักสัมมาวิชาการ” ให้เกิดมีมากขึ้นและโดยเร็ว ซึ่งจะเท่ากับเราได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้กับสังคมในขณะปัจจุบันนี้ได้ด้วย  แล้วยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันมหันตภัยให้กับชีวิตและสังคมในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมกันด้วย  และที่สำคัญในปีมหามงคลสมัย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐  ปี เรามาร่วมกันเพื่อร่วมกันแสดงความจงรักภักดี โดยการทำความดี  ด้วยการพัฒนาคุณภาพของคนให้เต็มศักยภาพ มีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิให้มีปริมาณมากขึ้นทั้งสังคมไทยและสังคมโลกโดยเร็ว และพร้อมใจสามัคคีกัน.


บรรณานุกรม


คู่มือการเรียนรู้สำหรับนักเรียนยุคปฏิรูป   เรียนอย่างนี้ มีความสุข. บันทึกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ  สำนักนายกรัฐมนตรี.กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่ บริษัทพิมพ์ดี จำกัด.๒๕๔๔.

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  ๒๕๔๒.ฉบับปรับปรุงแก้ไข  พ.ศ. ๒๕๔๕.
เกียรติวรรณ  อมาตยกุล.  การศึกษานอกระบบโรงเรียนกับการปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย.๒๕๔๕.

 โครงการพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลระบบบริหาร       แผนพัฒนาบุคคลเชิงยุทธศาสตร์. การพัฒนาองค์กรและบุคลากร  แนวคิดใหม่ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล,  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่  บริษัท ๒๑ เซ็นจูรี่  จำกัด. ๒๕๔๗.

 ศิริชัย  ชินะตังกูร. แนวคิดใหม่ทางการศึกษา. ภาควิชาศึกษาศาสตร์  คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. มมพ. มมป.

 วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา. การศึกษานอกระบบโรงเรียนกับการปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย.๒๕๔๕

 กิตติยวดี บุญชื่อ และคณะ. การปฏิรูปการเรียนรู้ ตามแนวคิด ๕ ทฤษฎี, เรื่อง การเรียนรู้อย่างมีความสุข. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่ หจก.ไอเดีย  สแคร์, ๒๕๔๑. 

ความเห็น

ผู้ไม่ลงทะเบียน ไม่มีสิทธิ์แสดงความเห็น

Powered by AkoComment 1.0 beta 2




สงวนลิขสิทธิ์โดยมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย ในพระราชูปถัมภ์
๒๖ หมู่ ๗ ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
โทรศัพท์: ๐-๒๔๒๙-๑๖๖๓, ๐-๒๔๒๙-๑๗๑๙ โทรสาร : ๐-๒๔๒๙-๑๒๔๑, ๐-๒๔๒๙-๑๗๑๙