การศึกษา กับ ความรับผิดชอบต่อสังคม                

พระอาจารย์วิเชียร  ปญฺญาวุฑฺโฒ


          บทที่ ๑ บทนำ
          การศึกษา คือการพัฒนาเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงาม ประเด็นนี้เป็นประเด็นความเชื่อพื้นฐานโดยทั่วไปจะมีความเชื่อกัน
อย่างนี้ อาศัยวิธีคิดอย่างนี้  จึงมีความคาดหวังว่าคนที่มีการศึกษาแล้วเชื่อกันว่า เป็นผู้มีการพัฒนาแล้ว  เชื่อว่าเป็นผู้มีวุฒิภาวะที่
สมบูรณ์  จะมีการพัฒนาที่สมดุลทั้งทางกาย  ทางจิตใจ  และมีความเชื่อต่อไปว่า การศึกษาจะไปช่วยพัฒนาคน ให้ครบในทุก ๆ
ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม ด้านอารมณ์และสติปัญญา มีความเชื่อว่าผู้มีการศึกษาจะมีความเข้าใจในชีวิตมีความ
เข้าใจสังคม เข้าใจธรรมชาติได้ดี ตลอดทั้งมีความเข้าใจในสภาพแวดล้อมอย่างถ่องแท้ มีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ และต่าง
ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องชอบธรรม  และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข  ดำเนินชีวิตโดยไม่ทำลายธรรมชาติ สิ่งแวด
ล้อม ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ (บริโภคเชิงอนุรักษ์) คือ ใช้จริงแต่เป็นการใช้เพื่อดำรงชีวิตความ
เป็นอยู่ ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสนองตัณหา สนองความหรูหราฟุ่มเฟือย  อวดโก้อวดร่ำรวย  ใช้เฉพาะจำเป็นกับการดำรง
ชีวิตของมนุษย์เท่านั้น
          สิ่งทั้งหลายที่กล่าวมาแล้วนี้ ล้วนเป็นความคาดหวัง ที่จะเกิดกับคนที่ได้รับการศึกษา กล่าวคือ นอกจากไม่ทำลายธรรมชาติ 
สิ่งแวดล้อมและสังคมแล้ว การศึกษาต้องพัฒนาคนให้เกิดมีศักยภาพสร้างสรรค์สังคม ส่งเสริมการดำรงอยู่ของธรรมชาติสิ่งแวด
ล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม  ไม่ใช่มีการศึกษาแล้วกลับกลายเป็นผู้เอาเปรียบสังคม  เอาเปรียบคนอื่น
คนที่มีการศึกษาแล้วรับแต่ผลประโยชน์จากสังคม ตัวเองไม่เคยช่วยเหลืออะไรกับสังคม พอสังคมเกิดมีปัญหาขึ้นก็เอาตัวรอดแถม
ด้วยการเหยียบย่ำซ้ำเติมสังคมอีกต่างหาก เพราะปัจจุบันนี้ ที่ผู้มีการศึกษา หรือที่ชอบเรียกกันว่านักวิชาการ และที่นักวิชาการทั้ง
หลายชอบปฏิบัติกัน คือพวกนี้จะมีอิสระทางความคิด มีเสรีภาพทางวิชาการ แต่เป็นทาสความเห็นแก่ตัว เป็นทาสของตัณหา(นักวิ
ชาการทาส) มีอิสระในการบริภาษสังคม ประณามสังคมเสร็จแล้วก็เสวยประโยชน์จากสังคม บริภาษสังคม บริภาษประชาชนแล้ว
ก็มาขูดรีดผลประโยชน์จากประชาชน คือขูดรีดภาษีจากประชาชน โดยไม่สำนึกรู้ตัวเลยว่า เงินทอง วัตถุสิ่งของที่ตนใช้ทั้งมวลที่
ตนมี ที่ตนใช้อยู่อย่างมีความสุขนั้น ได้มาจากไหน ได้มาจากใคร แทนที่จะสำนึกในบุญคุณที่ประชาชนเลี้ยงตระกูลตัวเองมาตั้งแต่
สมัยบรรพบุรุษจนกระทั่งถึงลูกหลานปัจจุบันนี้  ประเด็นเหล่านี้  การศึกษาต้องเข้ามากระตุ้น เข้ามาเตือนสติ เตือนจิตสำนึก  เพราะ
การศึกษาที่ถูกต้อง จะต้องพัฒนาคนให้เอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์มากขึ้น ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นเสียสละมากขึ้น การศึกษาต้องสร้าง
คุณสมบัติเหล่านี้ให้มีกับคนที่ได้รับการศึกษา ความคาดหวังของประชาชนคงต้องสมหวัง แต่เท่าที่ผ่านมามักจะผิดหวังกับคนที่มี
การศึกษา เพราะเท่าที่ผ่านมา การศึกษามักกลายเป็นเครื่องมือแห่งอำนาจ เครื่องมือในการเอาเปรียบคนอื่น มีการศึกษามาก มีวุฒิ
การศึกษาสูง มักมีความเห็นแก่ตัว มีความตระหนี่สูง มีอำนาจกิเลส คือมีโลภะ โทสะ และโมหะสูงตามไปด้วย การศึกษาจึงกลาย
เป็นเครื่องมือของโลภะ เครื่องมือของโทสะ และเครื่องมือของโมหะ การศึกษาแทนที่จะก่อความเจริญ หรือช่วยในการพัฒนากลับ
เป็นการก่อหายนะให้กับสังคมมากขึ้น ก่อความเดือดร้อนให้กับผู้คนในสังคมมากขึ้น จึงอยากให้นักการศึกษา นักพัฒนาทั้งหลาย
ได้ทบทวนบทบาทของตนเอง ว่าที่ผ่านมาตนได้ทำอะไรไปบ้าง สิ่งที่ตนทำไปแล้วเป็นไปเพื่อสร้างสรรค์สังคม ตลอดจนธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อมหรือไม่ โปรดได้สำรวจตัวเองแล้วหาแนวทางปรับปรุงตัวเอง ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด แล้วสังคมจะเห็นคุณค่าของ
การศึกษา โดยไม่ต้องลงทุนโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่ต้องชักชวน ไม่ต้องออกกฎหมายบังคับ หากประชาชนเห็นคุณค่าของการ
ศึกษา เห็นว่าการศึกษามีคุณประโยชน์ต่อสังคม การศึกษามีคุณประโยชน์แก่ตัวเขาจริง และการศึกษาต้องพัฒนาคนให้มีความรู้
พัฒนาคนให้มีความดี และพัฒนาคนให้มีความสุข คนที่มีความรู้ พอหาได้เพราะมีเเหล่งแสวงหาข้อมูลหรือมีเครือข่ายแสวงหา
ข้อมูลได้มากมาย ประเด็นที่สองที่เริ่มจะหายากมากขึ้น คือมีความดี ดำเนินชีวิตอย่างดีงาม ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น และยิ่ง
ประเด็นสุดท้ายยิ่งหายากมากขึ้น กล่าวคือ มีความรู้มีความเก่งแต่ยังมีทุกข์ ทำดี ทำงานเก่ง ทำงานดีมีคุณประโยชน์มาก แต่เจ้าตัว
ยังมีความทุกข์ เพราะฉะนั้นการศึกษาจะต้องเติมเต็มให้กับชีวิตของคนให้ก้าวไปพร้อมๆกันอย่างสมดุลพร้อมด้วยความสุข
          ตามที่กล่าวมาแล้ว แม้จะดูเหมือนเป็นการแก้ปัญหา หรือการพัฒนาบุคคล แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาของสังคมไปด้วย อันแสดง
ให้เห็นว่า ได้แก้ปัญหาสังคมอันเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่า การศึกษาได้มีส่วนรับผิดชอบสังคมทั้งมวล ผู้จัดการศึกษาที่จะมีความรู้
สึกรับผิดชอบต่อสังคมได้ดีที่สุด ต้องให้สังคมเป็นผู้จัด สังคมจัดการศึกษา การศึกษาจึงจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมมีความ
ห่วงใยต่อสังคม เช่นเดียวกับพ่อแม่มีความห่วงใย มีความรับผิดชอบต่อลูก ฉะนั้นคนที่เลี้ยงลูกแล้วมีความรับผิดชอบและหว่งใย
ลูกมากที่สุดก็คือพ่อแม่เป็นผู้เลี้ยง ที่ว่าสังคมจัดการศึกษา จึงจะเป็นการจัดการศึกษาที่รับผิดชอบต่อสังคม ต้องให้สังคมเป็นผู้จัด
 คำว่าสังคมเป็นผู้จัดการศึกษานั้น ก็คือการใช้สังคมเป็นหลักสูตรที่จะต้องทำการเรียนรู้ ใช้สังคมเป็นอุปกรณ์การสอนใช้สังคม
เป็นสื่อการสอน ใช้บุคลากรในชุมชน ในท้องถิ่นในการสื่อประสาน ในการสร้างการเรียนรู้(Learning) ให้เกิดขึ้น และสร้างองค์
ความรู้ใหม่ให้เกิดมีขึ้น เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในสังคม ในชุมชนของตนเองอย่างแท้จริง เข้าใจในวัฒนธรรม
(Culture) 
ของชุมชน เข้าใจในวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน ตลอดทั้งบริบทต่างๆ ของชุมชนอย่างถูกต้องและครบถ้วน เมื่อชุมชนเป็นผู้จัดการ
ศึกษา การศึกษาต้องย้อนกลับมาพัฒนาชุมชน กลับมาแก้ปัญหาทั้งมวลของชุมชน ของสังคม นักการศึกษาต้องปฏิรูปวิธีคิดในประ
เด็นเหล่านี้ อันเป็นบาทฐานแห่งความคิดที่สำคัญยิ่ง
          บทที่ ๒ ด้านสังคม
          ก่อนอื่น ก่อนที่จะพูดในประเด็นนี้นั้น อยากตั้งประเด็นคำถามก่อนว่า ขณะนี้ได้เกิดอะไรขึ้นกับสังคม จึงมีคำพูดทำนองนี้
เกิดขึ้น จึงมีการเรียกร้องหาความรับผิดชอบต่อสังคม แสดงว่าสังคมเราเริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วใช่ไหม เพราะก่อนหน้านี้ ต่าง
ก็มองการศึกษาเลิศลอย สวยหรู แต่สิ่งที่แอบแฝงอยู่กับความสวยหรูนั้น มันมีความอัปลักษณ์ซ่อนเร้นอยู่ อย่างนั้นหรือ?
          ประการที่สอง ที่ใช้คำว่า การศึกษาต้องรับผิดชอบต่อสังคม เพราะมีความเชื่อว่า การศึกษายังพอมีคุณค่าต่อการแก้ปัญหา
การศึกษายังเป็นที่พึ่งของสังคมในยามยากเสมอ เมื่อสังคมมีปัญหา จึงมีการคำนึงคิดถึงการศึกษา เหมือนคนยังมีความเชื่อว่า ยา
ยังมีคุณค่าต่อผู้คนที่เจ็บป่วยเสมอ ไม่ว่ายุคใดสมัยใด เพียงแต่มีจุดอ่อนบางประการจุดบกพร่องบางประการ ในวิธีการเท่านั้น จึง
ส่งผลข้างเคียง แล้วก่อให้เกิดปัญหา ดังที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่
          ด้านเศรษฐกิจ
          มองในด้านเศรษฐกิจ อย่างปัจจุบันนี้ เรากำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษาควรจะมีบทบาทเข้ามาแก้ไข เพื่อให้หนัก
กลายเป็นเบา และการศึกษาที่ผิดพลาดผ่านๆมา มีส่วนก่อให้เกิดปัญหา หรือมีส่วนที่จะซ้ำเติมปัญหาด้านเศรษฐกิจจากบาให้หนัก
เมากขึ้น ที่เรียกว่า วิกฤต (crisis) มากขึ้น ประเด็นที่อยากมองต่อไปว่า การศึกษาที่ผิดพลาด ทำให้เกิดค่านิยมที่ไม่พึงปรารถนา 
ที่ใช้คำว่า ค่านิยมที่ไม่น่านิยม ขึ้น ประชาชนจึงนิยมบริโภคนิยม นิยมความฟุ่มเฟือย อวดโก้ อวดรวยกัน การศึกษากลับไปกระตุ้น
เพื่อเสริมความคิดจุดนี้ กระตุ้นจุดนี้มาก สังคมจึงแข่งขันกันในด้านความฟุ่มเฟือย มองคุณค่าของคนอยู่ที่วัตถุเอาวัตถุเป็นมาตร
วัดความดีเลวของคนไปแล้ว สมัยโบราณมองว่า คนดีต้องมีศีลธรรม ต่อมาคนดีต้องมีสกุล คือ ต้องมีตระกูลดี ลูกผู้ดีมีตระกูล หาก
จะมองไปแล้วก็คงพอสรุปหาเหตุผลมาพูดสนับสนุนให้เห็นความดีได้ เช่นอาจมองไปว่า การศึกษาสอนให้มีศีลธรรม และสำนักที่
มีการจัดการศึกษา ก็คือตระกูลเจ้าขุนมูลนาย วัด วัง เท่านั้น พูดอย่างเข้าข้างหน่อยก็คือ การศึกษายังมีคุณค่า ยังจัดยึดเนื้อหาสาระ 
คุณค่าของความดี แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่แค่ตระกูล ไม่มีการกระจายไปยังชุมชนข้างนอกต่อมา จึงมีคำเพิ่มเติมและเริ่มจะมีการหักเห
มากขึ้นคือ คนดีคือคนมีเงิน คำ ๆนี้ถ้าจะมองให้ดีก็มีเหตุผลมาสนับสนุนได้ คือการจัดการศึกษาทำให้คนมีศีลธรรม อยู่ในตระกูลดี
แล้ว ยังทำให้คนดีต้องมีเงินด้วย แต่ยังเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก เพราะคนดีบางทีอาจไม่มีเงิน คนดีอาจไม่ได้อยู่ในตระกูลที่ใหญ่โตก็
ได้ และคนมีเงินในตระกูลที่ใหญ่อาจไม่ใช่คนดีก็ได้ ที่พูดมาทั้งหมดจะมองเหมือนไม่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ แต่จริง ๆ แล้ว มีความ
เกี่ยวข้องกัน เพราะความคิด เพราะค่านิยมที่ผิด จึงส่งผลต่อการบริโภควัตถุอย่างฟุ่มเฟือย ความคิดแบบไหนจะเป็นผู้ผลิต ความ
คิดแบบไหนจะเป็นผู้บริโภค ปัญหาด้านเศรษฐกิจเกิดจากจุดนี้เอง คือจุดใฝ่ผลิตหรือใฝ่บริโภค เมื่อใฝ่บริโภคมาก ๆ แต่ไม่ใฝ่ผลิต
จึงแสวงหาวัตถุมาบริโภคอย่างไม่หยุดหย่อน และต้องพึ่งพิงพึ่งพาคนอื่นเป็นผู้ผลิต และมีค่านิยมใฝ่เสพ ใฝ่บริโภค ที่ร้ายแรงที่
ผิดซ้ำเติมไปอีก คือความคิดที่ว่าประเทศของตัวผลิตได้ แต่เห็นว่าไม่ดี ไม่ชอบ เพราะมีความรู้สึกว่าไม่โก้ ต้องใช้ของที่ผลิตจาก
ต่างประเทศจึงจะโก้ นี่คือความคิด คือค่านิยมที่ผิดพลาด เป็นเหตุให้ประเทศเราแต่ละปีเสียดุลการค้าจากต่างประเทศหลายพัน
ล้านบาท เอาเงินตราไปทิ้งต่างประเทศหลายพันล้านบาท เพราะวิธีคิดอย่างนี้เอง
          ปัญหาสังคม
          เมื่อมองด้านสังคมแล้ว มันมีปัญหาอะไรที่กำลังรุมล้อมผู้คนอยู่ในสังคมในขณะนี้ เริ่มจากปัญหายาเสพย์ติด เช่น กัญชา 
เฮโรอีน ยาบ้า โดยเฉพาะยาบ้ากำลังเต็มบ้านเต็มเมือง ปัญหาของสังคมหากจะพูดไปแล้วมีอย่างน้อย ๓ ประการ ที่ยิ่งแก้ยิ่งมาก
ยิ่งแก้ยิ่งเลวร้าย คือ
          ๑. โสเภณี ตอนแรกมีแต่โสเภณีหญิงที่เป็นผู้ใหญ่ เมื่อมีการปราบปรามจับกุม มีการปราบปรามมากขึ้น เกิดมีโสเภณีชาย
มีการปราบปรามมากขึ้นก็เกิดมีโสเภณีเด็กหญิง ยิ่งมีการปราบปรามมากขึ้น เกิดมีโสเภณีเด็กชาย เป็นอันว่านอกจากปราบปราม
ไม่หมดแล้ว ยิ่งปราบก็ยิ่งมาก มากทั้งปริมาณ และมากทั้งประเภท
          ๒. ยาเสพติด ในเมืองไทยเรามีสารพัดยาเสพย์ติด เฮโรอีน กัญชา ฝิ่น ยาบ้า ยาอี ยาเค ยาเลิฟ ฯลฯ ยิ่งปราบก็ยิ่งมีมากขึ้น
ขอยกมากล่าวเฉพาะยาบ้า คือยิ่งปราบก็ยิ่งมาก มากทั้งปริมาณมากทั้งประเภท ตลอดทั้งมากทั้งคุณภาพในทางทำลายล้าง ยิ่ง
ขณะนี้กำลังระบาดเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่มีหมู่บ้านใดไม่มียาบ้าและขณะนี้ได้ระบาดเข้าไปในวัดวาอารามต่างๆ แทบจะทุกวัดและ
มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวคือ มีทั้งประเภทที่ติดยาเสพย์ติดมาแล้วจึงบวช และบวชแล้วค่อยติดยาเสพย์ติดในวัด
          ๓. การพนัน ในเรื่องการพนัน ก็มีชนิดและประเภทที่สลับซับซ้อนมากขึ้น คือ เล่นการพนันได้ทุก ๆ สถานการณ์ เล่นได้
ทุกสถานที่ รถวิ่งผ่านก็เล่นการพนันกันได้มีการทายเลขท้ายกันว่าเลขท้ายรถจะคี่หรือจะคู่ นั่งในสำนักงานหรือในห้องเรียน ใน
ที่ทำงานก็เล่นการพนันได้ เอาปากกา เอาไม้บรรทัดสอดใส่เข้าในหนังสือก็เล่นได้ ทายกันว่าหน้าจะคี่หรือหน้าคู่ นอกจากนั้น
การเล่นไพ่ ไฮโล หวยเถื่อน และการพนันอื่นๆอีก สารพัด คนไทยเราเล่นการพนันกันเก่งจริงๆ จุดบั้งไฟก็เล่นการพนัน วัว
คลอดลูกยังเล่นการพนันกัน ลูกจะตัวเมียหรือตัวผู้ และการเล่นกีฬาจึงเป็นการเล่นการพนันเกือบทุกประเภท อย่าง ยูโร ๒๐๐๐ 
ที่ผ่านมาหมาดๆ มีการทำวิจัยของกลุ่มธนาคารกสิกรไทย บอกว่ามีการเล่นการพนันขันต่อกันไม่น้อยกว่า ๒๐ ล้านบาท แต่
คณะอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการวิจัยและผลปรากฏว่า มีเงินสะพัดในวงการพนันบอลไม่น้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท
และในจำนวนนั้น อยู่ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ไม่น้อยกว่า ๒๐ % นี้แค่มีการแข่งขันจากที่อื่น จากประเทศอื่น แต่ที่อยู่ในสังคม
ไทยประจำจะขนาดไหน ที่กล่าวมาเป็นประเภทหลักของการเล่นการพนันและจากการเล่นการพนันทั้งมวล จะส่งผลต่อสังคม
ด้านอื่นๆ คือ ทำให้เกิดปัญหาอย่างปัญหาอาชญากรรม การปล้น การฆ่า การฉกชิงวิ่งราว แล้วก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจ เมื่อ
กลุ้มก็กินเหล้า ครอบครัวแตกแยก เป็นปัญหาของสังคมต่อไปอีก คงนำมาเสนอเพียงประเด็นหลัก ๆ ของปัญหาเพื่อนำมาประ
มวลไปสู่การศึกษา เพื่อเป็นกรอบที่จะต้องคิดทบทวนหาแนวทางในการจัดการแก้ไข ในประเด็นของปัญหาทั้งมวลนี้
          ประการสำคัญ นักศึกษาจะต้องมีจิตสำนึกตลอดเวลาว่า ปัญหาทั้งมวลนี้เป็นหน้าที่ของเราจะต้องจัดการแก้ไขเพราะ
ปัญหาทั้งมวลเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของการจัดการศึกษา เพราะปัญหาทั้งหลายเหล่านั้น สืบเนื่องมาจากคนคนเป็นผลผลิต
ของการศึกษา อย่างในวงวิชาการ ในด้านการบริหารการศึกษา มักพูดกันอยู่เสมอว่า "ถ้าต้องการให้คนในรัฐเป็นอย่างไร
จงใส่เข้าไปในการศึกษา" มีความเชื่อ มีความมั่นใจถึงขนาดนั้นว่า การศึกษามีพลานุภาพจะสรรสร้างคนในรัฐได้ตามปรารถนา
ฉะนั้นต้องใส่เข้าไปในหลักสูตรตามที่ต้องการ เมื่อการศึกษามีภาระหน้าที่ดังกล่าวแล้ว จึงได้นำเสนอให้นักการศึกษาได้นำไป
พิจารณาถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว
          บทที่ ๓ ด้านคุณภาพของการศึกษา
          เมื่อมองภาพรวมของปัญหาทั้งมวลตามที่กล่าวมาแล้วนั้น มันชี้ให้เห็นอะไรอย่างชัดเจน นั้นคือคุณภาพของการศึกษา
เพราะปัญหาทั้งมวลมันฟ้อง ต้องการให้คนในรัฐเป็นอย่างไร ให้ใส่เข้าไปในการศึกษา เมื่อใส่เข้าไปแล้วเกิดอะไรขึ้น และถึงเวลา
ที่เราจะต้องทบทวนบทบาทว่าที่ผ่านมาเราได้ใส่อะไรเข้าไปบ้าง ตัวป้อนที่เราใส่เข้าไปเราลืมอะไรหรือเปล่า เราลืมองค์ประกอบ
คือภูมิปัญญา ภูมิคิดอันเป็นวัตถุดิบอย่างไทยเรา แต่เท่าที่ผ่านมาไปเอาวัตถุดิบที่แปลกปลอมเข้าไปประสม จึงทำให้เกิดโทษภัย
เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม ต่อรัฐอย่างน่ากลัว
          อย่างประเด็นแรกของการศึกษา คือเมื่อการศึกษาไม่มีคุณภาพแล้ว ยังเป็นโทษภัยอีกด้วย เพราะการศึกษากลายเป็นเครื่อง
มือเอาเปรียบคนอื่น เป็นอำนาจการเอาเปรียบ เป็นเครื่องมือในการรังแกคนอื่น ทำให้มีเครื่องมือในการคดโกงได้แยบยลมากขึ้น
การศึกษาไปเสริมศักยภาพในการเอาเปรียบคนอื่นได้มากขึ้นเคยพูดแล้วในหลายๆ ที่ว่าการศึกษาพัฒนาหน้ากากมนุษย์ ทำให้
มนุษย์ในสังคมสวมหน้ากากเข้าหากัน มีการเล่นละคร เล่นลิ้นปลิ้นปล้อนสวมหน้ากากเข้าหากันมากขึ้น ส่งเสริมให้มีการตลบตะ
แลงปลิ้นปล้อนมากขึ้น มีการหลอกลวงเก่งมากขึ้น การศึกษาเท่าที่ผ่านมาจึงไปเสริมตรงจุดนี้มาก เพราะเป็นการจัดการศึกษาที่
ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุนั้นกระบวนการจัดวิธีการจัดจึงผิดพลาดไปหมด ที่ร้ายไปใหญ่ มหาวิทยาลัยสงฆ์ แทนที่จะมี
จุดยืนในวัฒนธรรมแห่งตน มีจุดยืนอยู่ที่ตนควรยืน แต่กลับไปวิ่งตามก้นชาวบ้าน วิ่งตามก้นมหาวิทยาลัยของชาวบ้าน และ
มหาวิทยาลัยชาวบ้านก็วิ่งตามก้นฝรั่ง จึงกลายเป็นทาสทางความคิด เป็นทาสทางจิตวิญญาณ เป็นทาสทางวิชาการพ่วงกันไป
ทั้งกระบวน คิดแล้วมันน่าอาย
          ที่นำมากล่าวเป็นเพียงวิธีคิดเท่านั้น แต่ที่เห็นว่ามีความสำคัญมากต่อการจัดการศึกษาของไทย เพราะไทยไปเอาวัฒนธรรม
ฝรั่งมาเป็นตัวตั้ง ในขณะที่วัฒนธรรมฝรั่งเขาเอาวัตถุเป็นตัวตั้ง วิธีคิดของเขา ถ้าได้เสพวัตถุมากจึงมีความสุขมากเพราะฉะนั้น
การเสพขอเขา จึงเพิ่มปริมาณมากขึ้นและแสวงหาวัตถุสิ่งเสพ ให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นสังคมจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งแข่งขัน
 เพราะต่างคนต่างก็แสวงหาวัตถุสิ่งเสพ เพื่อสนองความต้องการของตนและแล้วสังคมไทยเรา นักการศึกษาของไทยเราไปเอา
วิธีคิด เอาวิธีการแบบฝรั่งมากระตุ้นการพัฒนา มากระตุ้นมาส่งเสริมการพัฒนาด้านการศึกษา จึงส่งผลต่อสังคมดังปรากฏให้เห็น
ในสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังจะขอยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือเรามีการพัฒนาการศึกษา มีกฎ
หมายบังคับให้ประชาชนต้องเข้าศึกษา ถ้าไม่เรียนผิดกฎหมายและมีวิธีการรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าเรียน
เพราะมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อเรียนแล้ว ประชาชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สังคมจะมีความสงบสุขมากขึ้น การพัฒนาด้านเศรษฐ
กิจจะมีปริมาณมากขึ้น แน่นอนผลผลิตของการพัฒนา หากมองด้านการผลิตอาจจริงมีปริมาณมากขึ้น แม้แต่ด้านการศึกษาก็มีคน
จบมัธยมปลายมากขึ้น มีผู้จบปริญญาตรีมากขึ้น จบปริญญาโทเพิ่มมากขึ้น และปริญญาเอกก็จบมากขึ้น แต่มองด้านคุณภาพที่จะ
ก่อให้เกิดความสันติสุข ยังไม่เป็นที่พึงพอใจ แต่กลับน่าตกใจมากกว่า เพราะสังคมกลับมีความวุ่นวายมากขึ้น มีการเข่นฆ่ากันมาก
ขึ้นมีการคดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวงกันมากขึ้น คนที่มีการศึกษาพอเข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรจะทำให้สิ่งนั้นวุ่นวายทำให้สิ่งเสียหาย
ไปหมด อย่างมีการออกกฎหมายให้คนที่จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี จึงสมัคร ส.ว. ได้ แต่พอให้ไปสมัคร ส.ว. กลับกลาย
เป็นกลุ่มคนมีการโกง มีการทุจริตกันอย่างน่าอับอายยิ่งต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ๔ - ๕ รอบทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณไปเท่าไร 
กรณีนี้เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณภาพของการศึกษาที่ร่วมสมัยอีกประการหนึ่ง และอื่นๆอีกมากมาย เมื่อคุณภาพของการศึกษาเสีย
หายแล้ว เราไม่สามารถพัฒนาคนให้เก่ง ไม่สามารถพัฒนาคนให้ดี และไม่สามารถพัฒนาคนให้มีความสุขได้แล้ว จะเกิดปัญหา
และจะเกิดอันตรายอย่างมากตามมา จึงอยากจะเสนอประเด็นปัญหาหลัก ๆ ดังต่อไปนี้ คือ ได้ตั้งคำพูดไว้ว่า อันตรายที่ร้ายแรงยิ่ง 
๓ ประการ จะนำมากล่าวโดยสรุป ดังนี้
          ๑. คนบาปในคราบนักบุญ อันนี้จะเป็นปัญหาที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง อย่างบาปมันอยู่ในคราบนักบุญ อย่างบาปมันอยู่ในคราบ
ของนักบวช อาจเป็นพระ เป็นเณร เป็นชี เป็นครูบาอาจารย์ แล้วปล้นฆ่าในคราบของพระเณร นักต้มตุ๋นในคราบพระเณร เป็นครูบา
อาจารย์ที่สังคมไว้วางใจ เพราะเขาคาดไม่ถึงว่า คนที่เป็นพระเป็นเณร ที่เป็นครูอาจารย์จะกระทำอย่างนั้น จะกระทำเยี่ยงนั้นได้ 
พอพูดมานึกถึงคำพูดคำหนึ่งได้ ไม่รู้ว่าใครพูดเป็นคนแรกด้วย อยากขอบคุณ ก็ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนได้ ท่านใช้คำว่า "อสรพิษ
แฝงมาในกลีบดอกไม้อันแสนสวย หนังสือเลวขายได้เพราะปกงาม คนใจทรามแฝงมาในคราบนักบุญ" และปัจจุบันลักษณะอย่างนี้
ได้เกิดมีขึ้นมากในสังคม ฉะนั้น สังคมของเราจึงเต็มไปด้วยอันตราย เพราะมีพระเณรนักบวชหลอกลวงต้มตุ๋นชาวบ้าน อาศัยความ
เชื่อ ความไว้วางใจของสังคม เป็นทุนเดิมที่มีอยู่แล้วใช้โอกาสก่อความวิกฤต เพราะมีครูอาจารย์ใช้โอกาสที่สังคมที่ศิษย์เชื่อถือ 
แล้วก่ออันตราย ครูอาจารย์ขายยาบ้า ครูบาอาจารย์ค้าของเถื่อน หลอกลวงลูกศิษย์ไปขายเป็นโสเภณี ขายยาบ้าให้เด็ก และข่มขืนลูก
ศิษย์ ฆ่าลูกศิษย์ อย่างเป็นข่าวอยู่ตามสื่อแขนงต่าง ๆ ในปัจจุบันประชาชนจึงไม่มีความมั่นใจว่า จะปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 
ซื้ออาหารตามตลาดก็ไม่มั่นใจว่าพ่อค้า แม่ค้าจะผสมสี ผสมสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ เข้าหาตำรวจก็ไม่มั่นใจว่าปลอด
ภัย เพราะไม่มั่นใจว่าตำรวจจะพิทักษ์สันติราษฎร์ตามที่กล่าวอ้าง ตำรวจเข้ามาตรวจ ก็ไม่มั่นใจว่า ตำรวจจะกลั่นแกล้ง จะยัดเยียด
ข้อหา สร้างหลักฐานเท็จหรือไม่ ไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ว่าจะให้เกิดความยุติโดยธรรม จะให้ยุติโดยความถูกต้องชอบ
ธรรมได้จริง ไปหาหมอก็ไม่มั่นใจว่า หมอจะช่วยรักษาจริงหรือไม่ ไม่มั่นใจว่าหมอจะกำจัดโรค หรือหมอจะเลี้ยงโรคไว้ เพื่อจะได้
รักษานาน ๆ หมอจะยัดเยียดโรค สร้างโรคเท็จขึ้น เพื่อจะได้รักษาและได้ขูดรีดเงินนาน ๆ และไม่มั่นใจว่าหมอจะตัดเอาอวัยวะของ
เราไปขายหรือไม่ ไม่มีความมั่นใจในครู ว่าจะเอายาบ้ามาขายให้นักเรียน ไม่มั่นใจว่าครูจะข่มขืนนักเรียน ข่มขืนลูกศิษย์หรือไม่ 
เอาเงินไปฝากธนาคาร ก็ไม่มั่นใจว่าธนาคารจะยักยอกเงิน ไม่มั่นว่าธนาคารจะล้มหรือไม่ หากล้มจะได้เงินคืนหรือไม่ อยู่บ้านก็ไม่มั่น
ใจว่าสามีจะข่มขืนลูกหรือไม่ เอาลูกไว้บ้านกับปู่ ก็ไม่มั่นใจว่าปู่จะข่มขืนหลานหรือไม่ แม้แต่ไปวัด ไปหาพระก็ยังไม่มั่นใจว่า พระ
สงฆ์จะหลอกลวง จะต้มตุ๋นหรือไม่ เพราะพระสงฆ์แทนที่จะช่วยชี้นำทางสติปัญญาให้กับสังคม เตือนสติทางสังคม (Social 
Reminder.) เพื่อให้เขาได้ปลอดพ้นจากความมืดบอดทางสติปัญญา แต่กลับไปทำให้เขามืดบอดทางสติปัญญามากขึ้น ทำให้เขา
หลงมากขึ้น ให้เขางมงายมากขึ้น สังคมจึงเต็มไปด้วยอันตราย เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ ในชีวิต
และทรัพย์สินทุกหัวระแหง เพราะคนที่เคยเชื่อมั่น คนที่เคยไว้วางใจ กลับกลายเป็นคนที่น่าหวาดกลัว เป็นคนที่มีอันตรายแทบ
ทั้งสิ้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งอันน้อยนิด ที่นำมาเสนอเพื่อให้ช่วยกันคิด เพื่อให้นักการศึกษาได้ช่วยกันพิจารณา เพราะสิ่งเหล่านี้
เป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของการศึกษาแทบทั้งสิ้น เราจะได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขต่อไป
          ๒. นายทุนในคราบของนักให้ทาน พอเรานึกถึงสภาพของนายทุนโดยปกติทั่วๆไปแล้ว จะเป็นลักษณะของผู้ซึ่งต้องขูดรีด 
หน้าเลือด คดโกง กดขี่แรงงาน เอาเปรียบ คดโกงสารพัด อย่างหน้าเลือด แต่เขาแสดงตนเป็นผู้ใจบุญ เป็นนักบริจาคทาน นักบำ
เพ็ญการกุศลกับสาธารณะประโยชน์ บริจาคกับหน่วยงานราชการ จนเจ้าหน้าที่ของราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐกลายเป็นเครื่องมือ
ของนายทุนทุกระดับชั้น จึงขูดรีดโดยระบบโดยกระบวนการ โดยมีองค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือ นายทุนพวกนี้เขาจึงทำความชั่วได้
 ทำผิดกฎหมาย ขนไม้เถื่อน ขนยาบ้าโดยมีรถของตำรวจ รถทางราชการนำขบวน อยู่เหนือกฎหมาย เพราะมีองค์กรของรัฐ มีเจ้า
หน้าที่ของรัฐเป็นเครื่องมือ คือนายทุนพวกนี้จึงกลายเป็นอภิสิทธิชน โดยเฉพาะพวกค้าของเถื่อน พวกขายยาบ้ารายใหญ่ ๆ แม้ตำ
รวจก็จับไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน และภาพลักษณ์ของเขาคือภาพของนักบุญ นักบำเพ็ญการกุศล นักสังคมสงเคราะห์ ที่สังคมยก
ย่องชื่นชม แต่มันแอบแฝงความเป็นมหาโจรที่เต็มไปด้วยโทษพิษภัย มีโทษมหันต์ต่อสังคม อย่างที่เราประจักษ์ อย่างชัดเจนอยู่
ในปัจจุบันนี้ เพราะจิตใจผู้คนที่เต็มไปด้วยกิเลส มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น สื่อทั้งหลาย การพัฒนาทั้งมวล การศึกษาทุกแขนง จึง
กลายเป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบคนอื่น รังแกคนอื่นยิ่งมีมากยิ่งเอาเปรียบมากขึ้นโดยลำดับ
          ๓. จอมเผด็จการในคราบนักประชาธิปไตย โดยธรรมชาติของนักประชาธิปไตย ต้องฟังเสียงประชาชน ฟังเสียงคนอื่น ฟัง
เสียงคนส่วนใหญ่ ส่วนธรรมชาติของเผด็จการ เอาอำนาจมาอ้างเป็นความชอบธรรม ทำตามความเห็นของตนเอง เอาความเห็น
ของตนเป็นประมาณ คนอื่นจะเดือดร้อน จะเสียหายอย่างไรไม่สนใจ ถ้ามีคุณธรรมประจำใจก็อาจโชคดี แต่ถ้ามีกิเลส มีความเห็น
แก่ตัว ใจมีแต่ความมักได้ ชอบเอาเปรียบคนอื่นด้วยแล้ว มันจะวุ่นวายขนาดไหน เพราะโดยธรรมชาติของจอมเผด็จการ จะเป็น
จอมแห่งเจ้าเล่ห์มันมีสิทธิในการใช้กลวิธีของมัน มีกลวิธีสารพัด ยิ่งถ้าจอมเผด็จการในคราบนักประชาธิปไตยด้วยแล้ว ยิ่งเป็นอัน
ตรายอย่างยิ่ง เพราะพวกเผด็จการจะแฝงมาในรูปของคนที่สมัครลงรับเลือกตั้ง เมื่อเขาลงสมัครก็ใช้เงินใช้อำนาจอิทธิพล อำนาจ
เงินจ่ายในการซื้อเสียง แกล้งกระทำดีสารพัด ทำเป็นน่าสงสาร จนคนในชุมชนตายใจ เชื่อว่าเขาเป็นคนดี แต่กระนั้นมันแฝงมาใน
คราบนักประชาธิปไตยในรูปลักษณ์ของคนดี กล่าวคือรูปลักษณ์ทั้งหมดเป็นนักประชาธิปไตย นักสังคมสงเคราะห์อย่างเต็มรูปแบบ
แต่ทั้งหมดเป็นเพียงกลอุบายวิธีเป็นเพียงกลวิธีและกลวิธีก็มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น หวังเพียงเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใน
สภาเท่านั้น ดังเช่นเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
          จุดอันตรายไม่ได้อยู่ในขั้นตอนนั้น แต่อยู่ในขั้นตอนตรงที่เมื่อผ่านกระบวนการเลือกตั้งมาแล้ว พวกนี้มักอ้างความชอบธรรม 
อ้างความถูกต้อง อ้างกฎหมาย ทั้งหมดอ้างมาล้วนเป็นเครื่องมือ อ้างเพื่ออิทธิพลของพวกเผด็จการ เพื่อจะใช้อำนาจเผด็จการของ
ตนใช้อำนาจไปเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบฝ่ายตรงข้าม ใช้อำนาจเอาเปรียบประชาชน ใช้อำนาจปราบปรามประชาชน ใครเห็น
ตรงกันข้ามกับเขา ใครที่เห็นแตกต่างจากเขา เขาต้องใช้เครื่องมือที่ได้มาที่ผ่านกระบวนการโดยระบบ เมื่อคราวประชาชนเกิดมี
ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความทุกข์ความเดือดร้อนนั้น หากไปขัดผลประโยชน์ของพวกเขา เขาจะขัดขวางทันที หากมีการชุม
นุมกันเขาก็จะกลั่นแกล้ง อาจสร้างสถานการณ์ เพื่อให้มีข้ออ้างในการกระทำความผิดเสมอ เพื่อเป็นข้ออ้างที่จะเข่นฆ่าประชาชน
อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อ้างเพื่อความมั่นคงของชาติ เป็นข้ออ้างตลอดมา แล้วส่งมือที่สาม มือที่สี่มาก่อกวนสร้างกระแสอยู่เสมอ
 และโดยระบบอย่างนี้ โดยกระบวนการอย่างนี้ จะมีอันตรายอย่างยิ่งต่อสังคม ประชาชนจะได้รับความทุกข์ระทมขมขื่นอย่างมาก
ถ้ารัฐบาลใดเป็นจอมเผด็จการในคราบของนักประชาธิปไตย ในที่นี้หากเป็นการบรรยาย คงได้ยกตัวอย่างขึ้น ให้เห็นชัดเจนมาก
กว่านี้ แต่การเขียนคงไม่สามารถเขียนอะไรชัดเจนได้ เกรงบรรณาธิการจะเดือดร้อน หรือไม่ก็ไม่กล้าลงตีพิมพ์ จึงเอ่ยเพียงแค่หลัก
การ หลักวิธีคิดไว้เพียงเท่านี้
          จากความผิดพลาดทั้งมวลนี้ จึงส่งผลสะท้อนถึงการปฏิรูปการศึกษา มีการปรับเปลี่ยนไปถึงการผลิตครู ที่เรารู้กัน ในเรื่อง
การพัฒนา ปรับมาตรฐานวิชาชีพครู ต่อไปนี้ สังคมไทยเราจะต้องมีครูพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นในสังคม เพื่อจะผลิตบุคลากรออกไปแก้ไข
 เยียวยาปัญหาต่าง ๆ ของสังคม เพราะขณะนี้ทุกส่วนของสังคมจำเป็นต้องเร่งรีบร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะหน่วย
งานในวงการศึกษา ต้องเร่งคิดหารูปแบบ คิดหาวิธีการ ทั้งในส่วนของปัญหาเฉพาะหน้าและในระยะยาว จะมีรูปแบบวิธีการ
อย่างไร ดังข้อความต่อไปนี้ก็เป็นรูปแบบอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหา ดังบทความจาก
สถานี ก.ค. เรื่อง ครูพันธุ์ใหม่ ของ สมเชาว์ เกษประทุม เลขาธิการ ก.ค. จากมติชนรายวัน ลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓
ความว่า"ในช่วง ๒ ศตวรรษที่ผ่านมา อาชีพครูค่อนข้างได้รับการดูถูกดูแคลนจากสังคมเป็นอย่างมากน่าวิตก จากการเลือกอันดับ
เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยของนักศึกษาแต่ละปีพบว่า มีการเลือกคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ เป็นลำดับสุดท้าย ถ้าแยกแยะปัญหา
ออกเป็นด้าน ๆ จะพบปัญหาดังนี้
          ๑.ปัญหาด้านการผลิต ได้แก่ คนดี คนเก่ง ไม่เรียนครู ขาดการประสานงานระหว่างองค์กรวิชาชีพ ผู้ผลิตและผู้ใช้เรียน
เนื้อหามากกว่าการปฏิบัติ คณาจารย์ย่อหย่อนในการปฏิบัติหน้าที่
          ๒.ปัญหาในการปฏิบัติงาน ได้แก่ภาระงานของครูมีมากและหลากหลาย แรงจูงใจ(เงินเดือนค่าตอบแทน) ค่อนข้างต่ำ 
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่ำ ครูต้องเปลี่ยนงานอยู่เสมอ
          ๓.ปัญหาด้านการพัฒนา ขาดระบบการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ การอบรมพัฒนาไม่ตรงตามความต้องการ เน้นทฤษฎี
มากกว่าปฏิบัติ ขาดการติดตามและประเมินผล ฯลฯ ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปของบุคคลที่อยู่ในวงการศึกษา
แต่ก็มิได้เยียวยาแก้ไขอย่างเป็นระบบและจริงจังแต่ประการใดทั้งสิ้น เวลาเกิดเรื่องราวเกี่ยวกับการทุจริตในวงการครูหรือครู
มีความประพฤติที่เบี่ยงเบนไปจากการอบรมศีลธรรมก็มีการหยิบยกมาพูดกัน แก้ปัญหากันครั้งหนึ่งเหมือนไฟไหม้ฟาง ขณะนี้
กำลังมีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบครบวงจรจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูป
การศึกษาจึงมีแนวความคิดในการผลิตครูในแนวทางย้อนยุคดังนี้
          ๑. เลือกสถาบันผลิตครูประมาณ ๔ - ๕ แห่ง เพื่อเป็นสถานที่เพาะบ่มนักเรียนฝึกหัดครูเหมือนสมัยก่อน
          ๒. ขยายหลักสูตรการเรียนจาก ๔ ปี เป็น ๕ ปี โดยให้เรียนทั้งเนื้อหาวิชาและวิชาครู เมื่อจบแล้วให้ฝึกงานในสถาน
ศึกษาอีก ๑ ปี จึงจะให้ใบประกอบวิชาชีพครูได้
          ๓. คัดเลือกนักเรียนดีโดยให้ทุนเรียน เมื่อจบแล้วให้มีตำแหน่งรองรับ และให้นับเวลาราชการตั้งแต่มาเรียนครูในทำ
นองเดียวกับการเรียนทหารตำรวจ
          ๔. ผลิตครูให้พอดีกับความต้องการของตลาดแรงงานหรือความต้องการของสถานศึกษาของรัฐและเอกชน
          ๕. กำหนดทางก้าวหน้าในวิชาชีพครู กำหนดแท่งเงินเดือน และผลประโยชน์ตอบแทนให้ชัดเจนเพื่อจูงใจคนดีคนเก่ง
ให้มาเรียนครูมากเพิ่มขึ้น
          ๖. มีระบบคัดสรรเลือกเฟ้นคณาจารย์ในสถาบันผลิตครูเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นครูต้นแบบที่ดี ฯลฯ นี่คือตัวอย่างแห่งความฝัน
 แต่ไม่แน่ใจว่า สำนักงานปฏิรูปการศึกษาจะฝันค้างหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นก้าวหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา
เป็นวิธีการหนึ่งในกระบวนการทั้งกระบวนการ เพื่อแสวงหาแนวทางที่ดีกว่า เพื่อหาทางเลือกให้กับสังคม หาทางออกให้กับสังคม 
โดยยึดการศึกษาเป็นตัวตั้ง
          บทที่ ๔ สรุป
          ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของการศึกษาทั้งสิ้น เราพูดเสมอในวงการศึกษาของเราว่า "ต้องการให้คนใน
รัฐเป็นอย่างไร จงใส่เข้าไปในการศึกษา" แต่ตอนนี้ การศึกษามองในเชิงของวุฒิการศึกษา มี ป.๖ และ ม.๑,๒,๓ ถึง ม.๖ และ
ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก มากขึ้น แต่ปัญหาในสังคมก็มากขึ้น มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น คนในสังคมมี
ความทุกข์เพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกร้องหาความรับผิดชอบจากการศึกษา และการศึกษาเคยมีความคิดที่จะรับผิดชอบ
ปัญหาต่างๆ ของสังคมหรือไม่ ไม่ใช่มุ่งแต่อยากได้งบประมาณเท่านั้น อยากเพิ่มสถานศึกษามากขึ้น เพิ่มวุฒิสูง ขยายโอกาส
มากขึ้น อาจารย์สอนก็มุ่งแต่จะสร้างผลงานทางวิชาการ เพื่อเป็นอาจารย์ ๓ เป็น ผ.ศ. เป็น ร.ศ. เป็น ศ. มีผลงานทางวิชาการ
มากขึ้น แต่เคยคิดบ้างไหมว่า ตำแหน่งทางวิชาการบ้าๆบอๆเหล่านั้น มันมาช่วยแก้ปัญหาของสังคมที่ทับถม สะสม จนสังคม
จะถึงทางตันแล้วได้หรือไม่ โอกาสนี้ได้เพียงแต่ใช้กระดาษอันน้อยนิดในรูปของข้อเขียน เพื่อเรียกร้องทวงความรับผิดชอบ คือ
อยากให้การศึกษาหันมามองสังคม ให้มาตระหนักถึงปัญหาของสังคมมากขึ้น มองผลตอบแทนทางสังคม (Social Rate of
Return) สมดุลไปพร้อมกับผลตอบแทนส่วนตัว (Private Rate of Return) เพียงแต่อยากให้สำนึก ตระหนักมากขึ้นเท่านั้น
เพียงแต่อยากให้มีความคิด อยากให้มีการปฏิรูปวิธีคิดเท่านั้น การปฏิรูปที่สำคัญคือการปฏิรูปวิธีคิด เพราะถ้าคิดถูกต้องแล้ว
กระบวนการอื่น ๆ ทั้งหมด จะดีไปทั้งประบวนการ แล้วเชื่อว่าเรื่องที่เลวร้ายในสังคม ก็น่าจะดีขึ้น และผู้เขียนเองก็หวังที่จะ
เห็นการศึกษา เห็นนักการศึกษามีความสำนึกตระหนักที่จะรับผิดชอบปัญหาของสังคมมากขึ้น อยากให้วงการศึกษาที่กำลัง
ปฏิรูปกัน ให้มีการปฏิรูปวิธีคิด อันเป็นบาทฐานที่สำคัญยิ่งของการพัฒนาชีวิตของคน
          ปัญหาของคนในสังคม นักการศึกษาจำต้องหยิบยกเอาประเด็นปัญหามาพิจารณา อย่างปัญหาของประชาชน กลุ่มสมัชชา
คนจน องค์กรพันธมิตร เครือข่ายเกษตรกรจากภาคต่าง ๆมาชุมนุมกัน ประชาชนเหล่านั้นมีปัญหาอะไร ปัญหานั้นเกิดจากอะไร
การศึกษามีกลวิธีอย่างไรที่จะแก้ปัญหานั้น หากมองเชิงของการศึกษาแล้ว ควรหยิบยกเอาประเด็นปัญหาเหล่านั้นเป็นหลักสูตรที่
จะต้องศึกษาที่จะต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้กำลังท้าทายนักการศึกษา เพราะนั้นคือปัญหาของสังคม เป็นปัญหาที่กระทบต่อ
ความเป็นอยู่ของคนในสังคม หากแก้ประเด็นปัญหาเหล่านี้ได้จึงจะได้ชื่อว่าการศึกษาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมการศึกษาให้
ความสำคัญกับสังคมและให้ความสำคัญกับปัญหาทั้งมวลของสังคมอย่างครบถ้วน
          ฉะนั้น การศึกษาจะต้องผลิตบุคลากรให้มีองค์แห่งคุณลักษณ์ ที่มีทั้งความรู้มีทั้งคุณความดีหรือคุณธรรม มีความคิดเห็นที่
ยาวไกล ที่สมัยนี้ใช้คำว่ามีวิสัยทัศน์ (Vision) แต่ผู้เขียนเห็นว่า เพียงแค่เห็นไกล มีเพียงวิสัยทัศน์คงไม่เพียงพอ ต้องเติมความ
เป็นผู้มี สัมมาวิสัยทัศน์ (Right Vision) วิสัยทัศน์ที่ถูกต้องชอบธรรม ความเห็นที่ยาวไกล แต่ต้องเป็นความเห็นที่ถูกต้องด้วย 
มองไกลที่ประกอบด้วยคุณธรรม มองไกลที่สร้างสรรค์สันติสุข ไม่ใช่มองไกลในทางทำลายล้าง มองไกลทางเอาเปรียบคนอื่น คิด
ไกลมองไกลในทางคดโกง เพราะหากเห็นไกลเป็นไปในทางเอาเปรียบนั่นผิดทางแน่ และในภาวะปัจจุบันนี้ การศึกษากำลังฝึกกำ-
ลังผลิตบุคลากรที่มีองค์คุณลักษณ์แบบนี้แทบทั้งสิ้น อันจะนำมาซึ่งความหายนะต่อมวลมนุษยชาติในสังคม ตลอดทั้งต่อธรรมชาต
สิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี้เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ในการจัดการศึกษาที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นต้องปฏิรูปฐานความ
คิด ปฏิรูปวิธีคิดใหม่และปฏิรูปไปทั้งกระบวนการให้ครบถ้วน เพื่อผลิตบุคลากรให้มีจิตสำนึก ที่รักที่ห่วงใยและมีความรับผิดชอบ
ต่อสังคม คือผลิตบุคลากรให้มีองค์แห่งคุณลักษณ์แบบนี้ มีความคิดที่ยาวไกลและประกอบด้วยธรรม เป็น สัมมาวิสัยทัศน์ (Right
Vision)จึงจะได้ชื่อว่าการศึกษาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม อันจะนำมาซึ่งความสันติสุขแก่มวลมนุษยชาติที่แท้จริง